Employers’ Confederation of Thailand
Tel 02-385-7177
Fax 02-385-8577

NEWS & ACTIVITY

หมวดข่าวต่างๆ

Related Links
Social Media

Banner
หมวด : ข่าวทั่วไป

23

2023 May

อ่านแล้ว 19 ครั้ง

“สภานายจ้างฯ" ห่วง ช่วงเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ต่อใบอนุญาตแรงงานข้ามชาติไม่ชัด

...

23 May 2023

“สภานายจ้างฯ" ห่วง ช่วงเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ต่อใบอนุญาตแรงงานข้ามชาติไม่ชัด

วันที่ 21 พ.ค. 66 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เมื่อเดือนเมษายน 2566 พบว่า มีแรงงานข้ามชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม อยู่ในช่วงดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงาน ตามมติคณะรัฐมนตรี 7 กุมภาพันธ์ 2566 อยู่ที่จำนวน 1,912,031 คน เป็นชาวกัมพูชา 274,287 คน ชาวลาว 92,301 ชาวเมียนมา 1,543,355 และชาวเวียดนาม 2,088 คน โดยแรงงานจำนวนดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 แต่ล่าสุดรัฐบาลยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาใหม่เพื่อรองรับกลุ่มแรงงานที่ดำเนินการไม่ทันกำหนด ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการดำเนินการต่อหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงตนชั่วคราว (CI) ที่ไม่สามารถรองรับผู้ขอใช้บริการจำนวนมากได้

ECOT
วันที่ 21 พ.ค. 66 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เมื่อเดือนเมษายน 2566 พบว่า มีแรงงานข้ามชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม อยู่ในช่วงดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงาน ตามมติคณะรัฐมนตรี 7 กุมภาพันธ์ 2566 อยู่ที่จำนวน 1,912,031 คน เป็นชาวกัมพูชา 274,287 คน ชาวลาว 92,301 ชาวเมียนมา 1,543,355 และชาวเวียดนาม 2,088 คน โดยแรงงานจำนวนดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 แต่ล่าสุดรัฐบาลยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาใหม่เพื่อรองรับกลุ่มแรงงานที่ดำเนินการไม่ทันกำหนด ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการดำเนินการต่อหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงตนชั่วคราว (CI) ที่ไม่สามารถรองรับผู้ขอใช้บริการจำนวนมากได้
2 resize.png 544.74 KB
ขณะเดียวกัน แม้รัฐบาลจากประเทศต้นทางอย่างเมียนมาได้เข้ามาตั้งศูนย์ออก CI ในบ้านเราเพื่ออำนวยความสะดวกก็ตาม แต่พบว่าขั้นตอนที่หลากหลายหลังจากที่ไม่มีการเปิดศูนย์บริหารจัดการแรงงานข้ามชาติแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Centers) เหมือนก่อนยุคโควิด เอกสารเดินทางแรงงานข้ามชาติที่ทยอยหมดอายุ และการต่อใบอนุญาตมีค่าใช้จ่ายที่สูง หรือเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยตามกระบวนการ MOU ทำให้เป็นที่คาดการณ์ว่าจำนวนแรงงานข้ามชาติที่หลุดออกจากระบบแต่ยังคงทำงานอยู่ในประเทศไทยจะยังมีอยู่จำนวนมาก ซึ่งกฎหมายกำหนดให้แรงงานข้ามชาติที่อยูในประเทศมาแล้ว 4 ปี ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางก่อน และค่อยกลับเข้ามาทำงานตามระบบ MOU ซึ่งจากประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงและกรอบระยะเวลาในการนำเข้าแรงงานตาม MOU รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองและความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา สภาองค์กรนายจ้างฯ มองว่าเป็นปัจจัยที่ไม่เกื้อหนุนให้แรงงานข้ามชาติกลับเข้าทำงานในประเทศไทยได้ถูกต้องตามกฎหมาย

โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ยังไม่มีความชัดเจนว่าการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งที่อยู่ในระบบและออกนอกระบบไปแล้วนั้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องบริหารจัดการ รวมไปถึงการประกาศนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการในการจูงใจให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของนายจ้างที่จะเสนอค่าจ้างและสวัสดิการแรงงานให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อพิจารณาถึงความเปราะบางของกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่กล่าวมาแล้วนั้น แนวโน้มของการใช้แรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองในช่องทางที่ไม่ปกติอาจเพิ่มสูงขึ้น โดยแรงงานอาจไม่มีทางเลือกเกี่ยวกับงานที่ทำมากนัก และอาจเป็นการเปิดช่องว่างให้มีการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นทางการมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและภาระในการดูแลแรงงาน

ECOT

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังต่อนายจ้างทั้งภายในประเทศ หรือระหว่างประเทศมีสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเพิ่มค่าจ้างให้ลูกจ้าง หรือการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสรรหาแรงงานข้ามชาติ ตามหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน งานที่มีคุณค่า และการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการประกอบธุรกิจในสภาพเศรษฐกิจโลกขณะนี้ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมตามศักยภาพธุรกิจและทันท่วงที

“การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของรัฐบาลชุดใหม่ของไทย จำเป็นต้องมีการบูรณาการในทุกมิติและข้ามกระทรวง เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยรัฐจำเป็นต้องมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกมากกว่าเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข นโยบายของรัฐจำเป็นต้องคำนึงถึงมิติความมั่นคงของมนุษย์เทียบเท่ากับความมั่นคงของรัฐ ไปพร้อมกับการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่มีความสมดุล เข้าใจ ให้เกียรติ และเคารพซึ่งกันและกันในสังคม”.

NEWS & ACTIVITY