อ่านแล้ว 19 ครั้ง
23 พฤษภาคม 2023
วันที่ 21 พ.ค. 66 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เมื่อเดือนเมษายน 2566 พบว่า มีแรงงานข้ามชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม อยู่ในช่วงดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงาน ตามมติคณะรัฐมนตรี 7 กุมภาพันธ์ 2566 อยู่ที่จำนวน 1,912,031 คน เป็นชาวกัมพูชา 274,287 คน ชาวลาว 92,301 ชาวเมียนมา 1,543,355 และชาวเวียดนาม 2,088 คน โดยแรงงานจำนวนดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 แต่ล่าสุดรัฐบาลยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาใหม่เพื่อรองรับกลุ่มแรงงานที่ดำเนินการไม่ทันกำหนด ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการดำเนินการต่อหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงตนชั่วคราว (CI) ที่ไม่สามารถรองรับผู้ขอใช้บริการจำนวนมากได้


โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ยังไม่มีความชัดเจนว่าการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งที่อยู่ในระบบและออกนอกระบบไปแล้วนั้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องบริหารจัดการ รวมไปถึงการประกาศนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการในการจูงใจให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของนายจ้างที่จะเสนอค่าจ้างและสวัสดิการแรงงานให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อพิจารณาถึงความเปราะบางของกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่กล่าวมาแล้วนั้น แนวโน้มของการใช้แรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองในช่องทางที่ไม่ปกติอาจเพิ่มสูงขึ้น โดยแรงงานอาจไม่มีทางเลือกเกี่ยวกับงานที่ทำมากนัก และอาจเป็นการเปิดช่องว่างให้มีการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นทางการมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและภาระในการดูแลแรงงาน
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังต่อนายจ้างทั้งภายในประเทศ หรือระหว่างประเทศมีสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเพิ่มค่าจ้างให้ลูกจ้าง หรือการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสรรหาแรงงานข้ามชาติ ตามหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน งานที่มีคุณค่า และการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการประกอบธุรกิจในสภาพเศรษฐกิจโลกขณะนี้ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมตามศักยภาพธุรกิจและทันท่วงที
“การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของรัฐบาลชุดใหม่ของไทย จำเป็นต้องมีการบูรณาการในทุกมิติและข้ามกระทรวง เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยรัฐจำเป็นต้องมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกมากกว่าเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข นโยบายของรัฐจำเป็นต้องคำนึงถึงมิติความมั่นคงของมนุษย์เทียบเท่ากับความมั่นคงของรัฐ ไปพร้อมกับการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่มีความสมดุล เข้าใจ ให้เกียรติ และเคารพซึ่งกันและกันในสังคม”.