สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย
โทรศัพท์ 02-385-7177
โทรสาร 02-385-8577

ข่าวสารและกิจกรรม


เกี่ยวข้องเรา
สื่อสังคมออนไลน์

แบนเนอร์
หมวด : ข่าวทั่วไป

28

2026 สิงหาคม

อ่านแล้ว 19 ครั้ง

ประธาน ECOT นำคณะผู้แทนหารือผู้อำนวยการใหญ่ ILO ชูแนวคิด “ธุรกิจเติบโต–แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเดินไปด้วยกัน”

...

28 สิงหาคม 2026

ประธาน ECOT นำคณะผู้แทนหารือผู้อำนวยการใหญ่ ILO ชูแนวคิด “ธุรกิจเติบโต–แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเดินไปด้วยกัน”

ประธาน ECOT นำคณะผู้แทนหารือผู้อำนวยการใหญ่ ILO ชูแนวคิด “ธุรกิจเติบโต–แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเดินไปด้วยกัน”

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) นำคณะผู้แทน ECOT เข้าพบและหารือกับ Mr. Gilbert F. Houngbo ผู้อำนวยการใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พร้อมคณะผู้แทน ILO ณ โรงแรม Crowne Plaza Bangkok Lumpini Park กรุงเทพฯ

คณะผู้แทน ECOT ประกอบด้วย ดร.โสภณ พรโชคชัย รองประธาน ECOT, นางสิริวัน ร่มฉัตรทอง เลขาธิการ ECOT, ว่าที่ ร.ต. ดร.ธเนศ โสรัตน์ กรรมการ ECOT, นายอุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ที่ปรึกษาอาวุโส ECOT, นายบวรศักย์ กล้าหาญ และ นายนพชัย นุตสติ ที่ปรึกษา ECOT

การหารือครั้งนี้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เทคโนโลยีและ AI มาตรฐานแรงงานสากล ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD การเจรจา FTA และมาตรการทางการค้าที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานแรงงานและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธาน ECOT ได้สะท้อนมุมมองต่อทิศทางของโลกการทำงานในปัจจุบันว่า

“โลกของงานกำลังเปลี่ยน แต่การเติบโตของธุรกิจและคุณภาพชีวิตของแรงงานต้องเดินไปด้วยกัน”

ปัจจุบันภาคธุรกิจไม่ได้เผชิญเพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ยังต้องปรับตัวต่อเทคโนโลยีและ AI รูปแบบการจ้างงานใหม่ เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy) การขาดแคลนแรงงานและทักษะ การเคลื่อนย้ายแรงงาน ตลอดจนมาตรฐานด้านแรงงานและความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมีบทบาทต่อการค้าและการลงทุนเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นทางสังคม แต่เป็นโจทย์สำคัญทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน จำนวนคนวัยทำงานที่ลดลงย่อมส่งผลต่อการผลิต การขาดแคลนแรงงาน ระบบประกันสังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเดินหน้าทั้งการ เพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพสามารถทำงานต่อได้ และบริหารแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นระบบ

ประธาน ECOT เน้นย้ำว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โจทย์สำคัญไม่ใช่การเลือกระหว่าง “การคุ้มครองแรงงาน” กับ “ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ” แต่คือการทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกัน

แรงงานควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีศักดิ์ศรี มีโอกาสพัฒนาทักษะ และมีหลักประกันที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน นายจ้างต้องมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ สามารถปรับตัว ลงทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างงานได้

สำหรับ แรงงานแพลตฟอร์มและรูปแบบการทำงานใหม่ การคุ้มครองคนทำงานควรดำเนินควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นในการเลือกเวลา สถานที่ และรูปแบบการทำงาน เนื่องจากแรงงานแพลตฟอร์มมีความหลากหลาย ทั้งผู้ที่ใช้เป็นอาชีพหลักและผู้ที่ทำเป็นอาชีพเสริม กฎเกณฑ์จึงควรคำนึงถึงลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมที่สามารถรองรับแรงงานซึ่งทำงานข้ามแพลตฟอร์ม รวมถึงความโปร่งใสของการใช้อัลกอริทึมที่อาจมีผลต่อการรับงาน รายได้ และการระงับบัญชี โดย ILO เสนอแนวทางให้ประเทศไทยร่วมกับภาคีทางสังคมพิจารณาจัดทำ Gap Analysis เพื่อประเมินความพร้อมและช่องว่างของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานแรงงานแพลตฟอร์ม

ในส่วนของ AI ประธาน ECOT เห็นว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงคำถามว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่งานจำนวนเท่าใด แต่คือจะใช้เทคโนโลยีเพื่อ เพิ่มผลิตภาพ สร้างงานรูปแบบใหม่ และเตรียมทักษะให้คนสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างไร

การพัฒนากฎหมายและนโยบายด้าน AI จึงควรศึกษาประสบการณ์จากหลายประเทศ แต่ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถนำ AI มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมกับคุ้มครองแรงงานอย่างเหมาะสม และไม่สร้างภาระเกินสมควร โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการ SMEs

สำหรับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนถึงความสำคัญของประเด็นด้านแรงงาน ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และ Responsible Business Conduct ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ รวมถึงการเจรจา FTA และมาตรการทางการค้าที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานแรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการจัดตั้ง National Contact Point ตามแนวทาง OECD การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการสมาคมและการเจรจาต่อรองร่วม

นายเอกสิทธิ์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุน SMEs ให้สามารถปรับตัวต่อมาตรฐานใหม่ได้อย่างเป็นธรรม โดยเสนอแนวคิดการสร้างระบบ “พี่เลี้ยง” เชื่อมโยงบริษัทขนาดใหญ่กับ SMEs เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยไม่เพิ่มต้นทุนและภาระเกินสมควรจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย การกำหนดมาตรการด้านแรงงานจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งคุณภาพชีวิตของแรงงาน ความสามารถในการรักษาการจ้างงาน และความอยู่รอดของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและทรัพยากรมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

สำหรับการบริหารแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องมีระบบที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม เคารพสิทธิของแรงงาน และสอดคล้องกับความต้องการแรงงานที่แท้จริงของภาคธุรกิจ

นายเอกสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญจากการหารือครั้งนี้ คือ การสร้างงานและการคุ้มครองแรงงานไม่ควรถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่แข่งขันกัน แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจและแรงงานที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน

ภาคนายจ้างพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสมดุลนี้ และพร้อมทำงานร่วมกับ ILO ภาครัฐ และฝ่ายลูกจ้าง ไม่เพียงในขั้นตอนของการหารือหรือให้ความเห็น แต่ในฐานะ หุ้นส่วนในการนำหลักการไปสู่การปฏิบัติจริง

เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงการมีกฎหมายหรือมาตรฐานแรงงานที่ดี แต่คือการทำให้ คนทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ธุรกิจเติบโตและแข่งขันได้ และเศรษฐกิจไทยสามารถยืนอยู่ได้อย่างเข้มแข็งท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ข่าวสารและกิจกรรม